กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Ranking จะปรับพอร์ตให้คุณ ทุก ๆ 3 เดือน นับจากวันที่เริ่มลงทุนของเงินลงทุนแต่ละก้อน โดยซื้อขายหุ้นตาม JItta Ranking ณ วันนั้น ๆ ซึ่งจะซื้อหุ้นตามลำดับจากสูงไปต่ำ โดยระบบจะซื้อหุ้นแต่ละตัวในสัดส่วนใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อกระจายความเสี่ยง และให้สอดคล้องกับงบการเงินที่ออกใหม่ล่าสุด คุณจะได้มีหุ้นที่ดีที่สุดอยู่ในพอร์ตเสมอ และหลังจากทำการสั่งซื้อมาแล้วจะถือหุ้นในระยะเวลาประมาณ 3 เดือนแล้วถึงจะทำการปรับพอร์ตโดยแยกก้อน
การพิจารณาลำดับ Jitta Ranking พิจารณาทั้งในเรื่องงบการเงิน มูลค่า และสภาพคล่องของตลาดให้ด้วย ทำให้ลำดับหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน และหุ้นมีโอกาสเข้าหรือออกลำดับได้เสมอหลังการอัปเดตงบการเงิน
โดยการปรับพอร์ตนั้น จะปรับเมื่ออายุหุ้นครบ 3 เดือน นับจากวันที่เริ่มซื้อหุ้นของแต่ละก้อน ที่คุณเห็นการปรับพอร์ตหลายครั้งจึงเกิดมาจากการมีคำสั่งซื้อหลายล็อต ซึ่งการซื้อหุ้นหลายล็อตนั้น สาเหตุมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้
1. จำนวนครั้งของการเพิ่มทุน
-การปรับพอร์ตของ Jitta Ranking จะปรับพอร์ตแยกก้อนกันของเงินลงทุนแต่ละก้อน หากคุณมีการเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นรอบการปรับพอร์ตได้บ่อยครั้ง แต่จะเป็นการปรับเฉพาะหุ้นที่ครบกำหนดปรับพอร์ตเท่านั้น จะไม่ได้มีการซื้อขายปรับพอร์ตทั้งหมดของมูลค่าพอร์ตสุทธิ
2. การ Matching Order คำสั่งซื้อขาย
- การส่งคำสั่งซื้อขายในแต่ละครั้ง แม้ว่าเราจะส่งซื้อทั้งหมดเท่าที่จะส่งคำสั่งซื้อได้ แต่ Order ที่ส่งนั้น มีโอกาสที่จะไม่สามารถ Match ได้ทั้งหมดในครั้งเดียว อาจจะมาจากสภาพคล่อง ราคา หรือปัจจัยอื่นๆ ได้ เช่น Limit Price, Lotsize, Foreign limit เป็นต้น ปัจจัยดังกล่าวนี้จึงส่งผลให้การซื้อขายอาจจะทำให้ไม่สามารถมีการซื้อขายหุ้นได้ครบถ้วนและจำเป็นที่จะต้องทำการส่งในวันถัดไป ดังนั้นแม้จะเป็นการลงทุนใน 1 ครั้ง ก็อาจจะมีหุ้นตัวเดียวกันหลายล็อตได้
3. การปรับสัดส่วนของหุ้นในพอร์ตให้มีสัดส่วนเท่าๆ กันหรือใกล้เคียงมากที่สุด
- เมื่อครบกำหนดปรับพอร์ต 3 เดือน หากหุ้นตกลำดับไป ก็จะขายหุ้นนั้นออก แล้วซื้อตัวที่ติดลำดับเข้ามาแทน และเมื่อระบบพิจารณาในภาพรวมแล้วพบว่า หุ้นบางตัวที่ถือแล้วยังอยู่ใน Ranking มีน้ำหนักน้อยกว่าตัวอื่นๆ ก็จะส่งคำสั่งซื้อเพิ่มเล็กน้อยเพื่อปรับสัดส่วน ก็จะนับเป็นการซื้ออีกล็อตแม้จะเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยก็ตาม
4. การซื้อหุ้นเพิ่มจากได้รับเงินปันผล (Dividend) เข้าพอร์ต
- ได้รับปันผลจากการลงทุนเป็นหุ้นหรือเงินสด หากมีจำนวนมากพอก็จะนำไปซื้อหุ้นให้ ก็จะได้หุ้นเป็นอีกรอบ ส่วนหากปันผลเป็นหุ้น หากหลุดลำดับขายออก ก็จะมีเงินสดไปซื้อหุ้น ได้หุ้นอีกรอบ
ดังนั้นจากปัจจัยที่เกิดการซื้อหุ้นหลายครั้ง โดยระบบไม่ได้รวบหุ้นเป็นก้อนเดียวกัน เมื่อซื้อไม่พร้อมกันก็จะปรับพอร์ตไม่พร้อมกัน เป็นการซื้อขายแบบ First In First Out แม้จะเห็นการซื้อขายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็มาจากหุ้นที่ซื้อขายคนละล็อตกัน หุ้นทุกล็อตที่ซื้อเข้าพอร์ต จะต้องถือมากกว่า 3 เดือนจึงจะปรับพอร์ตให้
ตัวอย่างการปรับพอร์ต Jitta Ranking
มกราคม 2567
- ลงทุนครั้งแรก 500,000 บาท ระบบซื้อหุ้นให้ 5 ตัว
กุมภาพันธ์ 2567
- นักลงทุนเพิ่มทุน 500,000 บาท ในพอร์ต ระบบซื้อหุ้นเพิ่มจากเงินลงทุนก้อนนี้ให้ 5 ตัว ดังนั้นพอร์ตหุ้นอยู่ 10 ตัว
เมษายน 2567
- ถึงรอบปรับพอร์ตของเงินลงทุนก้อนแรก มกราคม 2567 ดังนั้นจะมีการพิจารณาหุ้นหลุดลำดับ Jitta Ranking ของเงินลงทุนก้อนนี้ โดยหากมีหุ้นบางตัวหลุดลำดับ จะทำการขายหุ้นที่หลุดลำดับและซื้อหุ้นที่ติดอันดับเข้ามาให้ และระบบจะมีคำนวณสัดส่วนของหุ้นแต่ละตัวในพอร์ต หากมีหุ้นตัวใดมีเปอร์เซ็นต์ในพอร์ตมากเกินไป จะมีการขายออกและซื้อเฉลี่ยตัวอื่นเพื่อให้สัดส่วนเท่ากัน
พฤษภาคม 2567
- ถึงรอบปรับพอร์ตของเงินเพิ่มทุนเมื่อ กุมภาพันธ์ 2567 และดำเนินการเหมือนรอบการปรับพอร์ต เมษายน 2567
สิงหาคม 2567
- เงินปันผลในรูปแบบเงินสด (Cash Dividend) เข้าพอร์ต ระบบคำนวณแล้วพบว่า เมื่อรวมกับเงินสดเดิมในพอร์ต สามารถซื้อหุ้นเพิ่มได้อีกทั้งยังด้วยมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวตลอดเวลาตามราคาตลาด
- ทำให้ปัจจุบันมีหุ้นบางตัวสัดส่วนเยอะเกินไปในพอร์ต จึงมีการขายออกบางส่วน และตอนนำเงินสดหลังจากขายเรียบร้อยแล้ว จะรวมยอดเงินปันผลในพอร์ตและพิจารณาภาพรวมทั้งหมดเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มให้สัดส่วนหุ้นทุกตัวเท่าๆ กันหรือใกล้เคียงมากที่สุด
จะเห็นได้ว่าหากพิจารณาภาพรวมของพอร์ตจะมีการซื้อขายหุ้นบ่อยครั้งหรือเกือบทุกเดือน แต่การซื้อขายบ่อยครั้งเกิดจากเพิ่มทุน การปรับสัดส่วนและการได้เงินปันผลเข้าพอร์ต โดยการดำเนินการนี้เป็นไปตามขั้นตอนและหลักการปรับพอร์ตตามปกติ